เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 เวลา 13.30 น. นายเรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ร่วมเวทีสาธารณะ ถกแถลง “ระวัง! ภัยพิบัติ รับมือได้เมื่อภัยมา” เกี่ยวกับบทบาทของ อบจ. กับงานภัยพิบัติ โดยมี นายจรัญ ขวัญแก้ว หัวหน้ากลุ่มงานยุทธศาสตร์และการจัดการ สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต, ดร.อภิชาติ ชุมคง ผู้เชี่ยวชาญด้านภัยภิบัติ, ดร.จตุรงค์ คงแก้ว รองคณบดีคณะเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์วิทยาเขตภูเก็ต, สิบเอกวิศิษฎ์ นิกรแท้ เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์การบริหารส่วนตำบลมะรุ่ย จังหวัดพังงา, นายนราธร หงษ์ทอง ตัวแทนด้านการท่องเที่ยวเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ และนางสาวสาลินี ปราบ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวภูเก็ต ร่วมเวทีถกแถลง ณ ห้องประชุมเก็ตโฮ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตภูเก็ต


สำหรับเวทีถกแถลงในครั้งนี้ จัดขึ้นโดยสถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อใช้งานการสื่อสารเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้ ความตระหนัก การมีส่วนร่วม เสริมศักยภาพ ยกระดับการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้เกิดนโยบายสาธารณะ เพื่อสนับสนุนงานวิชาการด้านการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ โดยเกิดความร่วมมือการทำงานของภาคี องค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ ร่วมกับภาคประชาชน ในการรับมือกับภัยพิบัติในระดับพื้นที่และระดับจังหวัด


นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดออนไลน์ ผ่านเพจ PPI.PSU สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และเพจ Nbt Phuket Thailand ซึ่งได้รับงบสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตามโครงการพัฒนาระบบและกลไกสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ เพื่อพัฒนาระบบและสนับสนุนกลไกภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนงานนโยบายสาธารณะเพื่อการจัดการปัญหาในระดับพื้นที่ โดยเป็นการรับมือภัยพิบัติดำเนินงานในพื้นที่จังหวัดกระบี่ พังงา และภูเก็ต
โดยข้อเสนอจากเวที ระวัง! ภัยพิบัติ รับมือได้เมื่อภัยมา ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ให้มีการบูรณาการการทำงานอย่างเป็นระบบในทุกภาคส่วน ดังนี้



1.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กรม กระทรวงต่าง ๆ
-ด้านบังคับใช้กฎหมาย การบุกรุก การใช้ประโยชน์ที่ดิน การปรับ ขุดหน้าดินใน พื้นที่เสี่ยง พื้นที่ภูเขา พื้นที่เกาะ พื้นที่ธรรมชาติอย่างเข้มงวด
-การจัดการเมือง การออกแบบเมืองเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงโดยความร่วมมือ รัฐ เอกชน ประชาชน นักอสังหาริมทรัพย์ นักสถาปนิกรุ่นใหม่
-การจัดการอย่างเป็นระบบในเชิงโครงสร้าง ดำเนินงานอย่างเสมอภาค เท่าเทียม ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ
2.หน่วยงานปฏิบัติการในพื้นที่
– ทำงานใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชน
– มีแผนรับมือในระดับพื้นที่ด้วยการสำรวจผังเมืองให้เป็นปัจจุบัน เส้นทางเดินของน้ำ ลำราง ลำคลอง
– การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ไม่ว่าจะนำมาช่วยในการจัดตั้งจุดเตือนภัย/ศูนย์เตือนภัย
และจุดตรวจวัดระดับน้ำฝนในพื้นที่
– มีช่องทางการสื่อสารที่ทันสมัย ข้อมูลเตือนภัย ข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้
3.สถาบันการศึกษา
-งานวิจัยที่เจาะลึกในเชิงวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำท่วม น้ำแล้ง
-มีหลักสูตรด้านการจัดการภัยพิบัติ ปลูกฝังสร้างองค์ความรู้ เรียนรู้เรื่องภัยพิบัติอย่างเป็นองค์รวม
-เป็นศูนย์กลางด้านข้อมูล/องค์ความรู้ที่เป็นปัจจุบัน เป็นชุดความรู้ใหม่ ๆ เท่าทันปัจจุบัน
เช่น ข้อมูลเชิงพื้นที่ พื้นที่เปราะบาง พื้นที่เสี่ยง ระดับความเสี่ยง รวมทั้ง กลุ่มเปราะบาง

4.ภาคประชาชน
-นำกลไกอาสาสมัครมาช่วยเหลือทั้งเฝ้าระวัง ช่วยเหลือ และการฟื้นฟู
-คนในชุมชนต้องเรียนรู้ เท่าทันสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลง เฝ้าระวัง และการจัดการตนเอง
-เรียนรู้ป้องกัน ดีกว่ามาฟื้นฟู อยู่อย่างไร อยู่อย่างปลอดภัย ก่อนการเกิดเหตุ









