เมื่อวันที่ 4 – 5 ตุลาคมที่ผ่านมา นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้เดินทางลงพื้นที่ภูเก็ต พบปะหารือกับผู้ประกอบการ คพอ. (โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม) ภูเก็ต ณ Woo Gallery and Boutique Hotel ย่านเมืองเก่า พร้อมทั้งสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมอบสิ่งของให้กับศาลเจ้า ในประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต พร้อมทั้งพบปะหารือร่วมกับผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางส่วนในภูเก็ต

นายเอกนัฏ กล่าวว่า การลงพื้นที่ภูเก็ตในครั้งนี้ ประทับใจมากที่เห็นชาวภูเก็ตร่วมแรงร่วมใจกันจัดงานประเพณีถือศีลกันผัก ที่สืบทอดกันมาเกือบ 200 ปีแล้ว ได้อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งการลงพื้นที่ภูเก็ตในครั้งนี้มาพร้อมกับทีมงานกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งปลัดกระทรวง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ธนาคาร SME รวมไปถึงอุตสาหกรรมในพื้นที่ ได้พบปะหารือกับผู้ประกอบการ SMEs ในภูเก็ต เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมได้พยายามที่จะพัฒนาสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ได้ดูเฉพาะในภาคของการผลิตเท่านั้น เช่น การส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้พลังงานสะอาด ด้วยการจับมือกับกระทรวงพลังงาน การปล่อยกู้ให้กับ SME เป็นต้น

สำหรับปีนี้ มีภารกิจในการส่งเสริมซอฟเพาเวอร์ด้านอาหารอีกด้วย ต้องบอกว่าภูเก็ตนั้นเป็นเมืองสำคัญของประเทศไทย เป็นเมืองที่เป็นหน้าเป็นตาของคนไทย มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากในแต่ละปี ถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว เป็นเมืองที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทย
ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และในฐานะพรรคการเมือง พรรครวมไทยสร้างชาติ เรามีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ภูเก็ตต้องเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเป็นเมืองที่สามารถสร้างรายได้จำนวนมาก แต่ถ้าจะให้เกิดความยั่งยืนในเรื่องของรายได้นั้น จะต้องมีการลงทุนในจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการพัฒนา ธุรกิจ การท่องเที่ยว ให้ชาวภูเก็ตเติบโตอย่างยั่งยืน
“วันนี้ตนจึงได้มาพูดคุยกับผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภูเก็ต เพราะท้องถิ่นมีความสำคัญมาก เพราะถ้าจะขับเคลื่อนให้เกิดความสำเร็จนั้นจะต้องได้รับความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน และที่สำคัญจะต้องให้ท้องถิ่นเป็นตัวนำในการที่จะรวบรวมพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ตให้ลุกขึ้นยืนที่จะสู้เพื่อผลประโยชน์ของภูเก็ตในการพัฒนาสู่การเป็นเมืองพิเศษหรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะเมื่อภูเก็ตเป็นเมืองที่สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาลในแต่ละปี ก็ต้องมีการลงทุนให้กับเมืองภูเก็ตและชาวภูเก็ตด้วย” ” นายเอกนัฏ กล่าวและว่า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นแล้วก็ตาม แต่เป็นลักษณะการบริหารในเชิงพื้นที่ ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าจะทำให้สมบูรณ์แบบต้องไม่จำกัดเฉพาะการบริหารเชิงพื้นที่เท่านั้น อย่างภูเก็ตต้องเป็นเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษด้านการท่องเที่ยว ต้องมีการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว ฉะนั้นเม็ดเงินงบประมาณจะต้องนำกลับมาลงทุนพัฒนาธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและการบริการ เราต้องดูว่าเมื่อการท่องเที่ยวของภูเก็ตเติบโต สร้างรายได้จำนวนมาก รายได้เหล่านั้นจะกระจายสู่คนภูเก็ตได้อย่างไร ไม่ใช่เติบโตกระจุกตัวอยู่แต่ในส่วนของโรงแรมขนาดใหญ่เท่านั้น ธุรกิจขนาดเล็ก SMEs จะต้องเดินไปได้ด้วย ประชาชนชาวภูเก็ตก็ต้องได้รับประโยชน์ด้วย
“ทุกวันนี้เราจะเห็นว่า กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา เป็นเมืองปกครองพิเศษ มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ มีการบริหารจัดการเป็นของตัวเอง โดยส่วนตัวคิดว่าคนที่รู้ดีที่สุดคือคนภูเก็ต จึงอยากให้คนภูเก็ตมีส่วนร่วมกับการพัฒนาเศรษฐกิจของภูเก็ต ไม่เฉพาะกระจายอำนาจในเชิงพื้นที่เท่านั้นแต่ต้องดูในเรื่องของเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย” เลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในที่สุด









